บทที่ 2 คนแปลกหน้า
บทที่ 2
คนแปลกหน้า
ดวงหน้างดงามหลับตาพริ้ม เสิ่นเยว่รู้สึกได้ถึงผ้าห่มผืนหนาที่คลุมกายทำให้นางลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นอย่างแรกคือหลังคาที่คุ้นตา มองลงมาคือประตูห้องนอนที่ปิดสนิท
เสิ่นเยว่ลุกขึ้นช้า ๆ ในหัวของนางกำลังตีกันจนวุ่นไปหมดว่าทำไมนางยังมีชีวิต หรือว่าเพราะสตรีผู้นั้น ในอีกความคิด นางคิดว่าที่ผ่านมาคือความฝันหรือไม่ ไยความฝันถึงได้เหมือนจริงนัก เหมือนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอยากตายไปให้พ้น ๆ เป็นพันครั้ง เมื่อถูกทำร้ายยังฝังลึกในจิตใจ นางยังจำได้ทุกวิธีการที่พวกเขาทำเพื่อให้เสิ่นเยว่สารภาพว่าทำความผิดจริง
ความเจ็บปวดเหล่านั้นไม่มีทางลืมลง
“มันคือความจริงต่างหาก”
น้ำเสียงหวานพูดกับตนเองแผ่วเบา นางมองไปที่กระถางธูปหอมที่ถูกจุดทิ้งเอาไว้ มองไปยังประตูด้วยสายตาเจ็บแค้น ธูปหอมคือฝีมือคนสนิทของนาง ธูปที่จะทำให้ร่างกายของเสิ่นเยว่อ่อนแอลงและเจ็บป่วยง่าย มันคือยาพิษที่หาได้ทั่วไปแต่ว่าไม่ร้ายแรง เพียงทำให้อ่อนแรงมากกว่าปกติเท่านั้น
เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาไม่ได้ทำให้เสิ่นเยว่ขยับ นางยังคงคิดอะไรมากมายในหัวจนประตูห้องถูกเปิดกว้างออก โดยผู้ที่เข้ามาคือคนสนิทที่นางแสนจะไว้ใจรักใคร่ดุจน้องสาวตนเอง
“ฮูหยิน ท่านตื่นแล้วหรือ”
เสิ่นเยว่ค่อย ๆ หันหน้าไปมอง นางยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยที่เห็นว่านางยังไม่นอน สีหน้าไม่รู้จักเก็บ แต่เป็นเสิ่นเยว่ต่างหากที่ไม่รู้จักสังเกตให้ดี
“ข้านอนไม่หลับน่ะ นี่ก็เช้าแล้ว ถือเสียว่าตื่นเร็วแล้วกัน”
“เช่นนั้นข้าจะไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านแล้วแจ้งห้องครัวยกอาหารมาให้ที่เรือนเจ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่พยักหน้า มองเงาหลังของคนสนิทที่เดินห่างออกไป งูพิษเช่นนี้ไม่อาจเก็บไว้ได้นาน คนแรกที่นางควรกำจัดคือคนสนิทของตนเอง หากคนสนิทตาย มันคงน่าสงสัย เช่นนั้นเสิ่นเยว่จะใช้วิธีไหนในการลงมือ
ที่ผ่านมาเสิ่นเยว่มิใช่คนโง่ นางแค่ดีและมองทุกอย่างในแง่ดี ไม่มองทุกสิ่งจากความจริง ทำเป็นมองข้ามความเห็นแก่ตัวมากมายของคนอื่น แต่เวลานี้ไม่ใช่ นางต้องมองมันจากความจริง มองว่าทำไมคนพวกนั้นถึงได้ลงมือกับนางมากมายหลายครั้ง
ความโลภที่เสิ่นเยว่ไม่เข้าใจ พอตาย นางเข้าใจแล้ว เข้าใจว่านางผิดตรงไหน ทำไมต้องถูกกำจัด
ร่างบอบบางที่มีสัดส่วนน่ามองก้าวขาลงจากเตียง ใบหน้าไร้เครื่องประทินโฉมเดินไปยังหน้าต่างบานเล็กที่ทำให้เสิ่นเยว่มองเห็นเรือนของสามีที่ห่างออกไปไม่มาก เรือนของนางและเขามีเพียงสระบัวเท่านั้นที่ขวางกั้นอยู่
เสิ่นเยว่คือฮูหยินใหญ่จวนจาง สามีนางคือจางเหวินซู เขาเป็นขุนนางระดับกลาง ราชวงศ์นี้คือราชวงศ์หยาง
จางเหวินซูเป็นขุนนางคนหนึ่งที่ชื่อเสียงดีงาม โดดเด่น ใบหน้าหล่อเหลา เกิดจากตระกูลที่ดี อายุน้อย แต่ก็มีความสามารถได้รับความไว้วางใจจากขุนนางระดับสูง
ตอนนี้สามีของนางกำลังพยายามที่จะเลื่อนขั้นตำแหน่ง ได้ยินมาว่าเพราะรองเสนาบดีกรมโยธาล้มป่วย จึงกำลังหาคนขึ้นมาแทนที่เขา ซึ่งสามีของนางคือหนึ่งในสามที่กำลังถูกพิจารณาถึงความเหมาะสม ทั้งสามคนคือขุนนางที่หนุ่มแน่น มีอนาคต การคัดเลือกจึงต้องอาศัยความเห็นจากเหล่าเสนาบดีอาวุโส
เขาอยากได้ตำแหน่ง และเขาได้มันเมื่อเสิ่นเยว่มีความผิดตายจาก เพราะว่าความช่วยเหลือจากตระกูลเจิ้ง
หากเป็นคนนอกมองเข้ามา มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่พันกันยุ่งน่าดู ด้วยความสัมพันธ์ของหนึ่งบุรุษและสองสตรีที่ต้องแย่งชิงฐานะฮูหยิน จากนี้เสิ่นเยว่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างใหม่ นางกลับมาในช่วงที่ทุกอย่างเพิ่งจะเริ่ม ผู้เล่นเพิ่งจะลงสนามเท่านั้น นางได้เปรียบด้วยในมือคือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เสิ่นเยว่ก้าวไปไกลกว่าคนอื่นในหมากกระดานนี้ นางจะไม่พลาดเหมือนครั้งก่อน แต่จะเอาชนะและเหยียบคนพวกนั้นไว้ใต้ฝ่าเท้า เหยียบจนหายใจไม่ได้ พูดไม่ออกแม้ครึ่งคำ
สิ่งที่จางเหวินซูคิดหวัง เสิ่นเยว่ก็จะให้ทุกอย่างพังไม่เป็นไปตามนั้น
นางกลับมาเพื่อทำลายทุกอย่างของตระกูลจาง
เสียงฝีเท้าของคนสนิทที่กลับเข้ามาทำให้เสิ่นเยว่ออกจากห้วงความคิดในหัว
“ฮูหยิน น้ำมาแล้วเจ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หันไปมองอ่างน้ำใบกลางที่คนสนิทถือเข้ามา นางยิ้มหวานมองด้วยใบหน้าเมตตาสุด ๆ คนของนางช่างน่ารัก ทำหน้าที่รับใช้ได้ดี ไม่ดีอย่างเดียวคือความโลภ กล้าเอาใจออกห่างผู้เป็นนาย
“เจ้าไปแจ้งคนขับรถม้า วันนี้ข้าจะไปข้างนอก ไปหาซื้อของสักหน่อย ไม่ได้ออกจากจวนนานแล้ว อากาศวันนี้น่าจะดีเหมาะกับการเดินเล่น”
“เจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการเตรียมรถม้า ฮูหยินจะไปช่วงเวลาไหน”
“หลังกินข้าวเช้า ตลาดคงกำลังคึกคักเป็นพิเศษ เวลาเช่นนี้น่าเดินเล่นมากที่สุด”
“เจ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่ในชุดสีม่วงเข้มตัดผิวขาวเนียนละเอียด ใบหน้างดงามอ่อนหวานเดินลงมาจากรถม้า ตรงหน้าคือร้านผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุด เป็นกิจการอย่างหนึ่งของจวนเจิ้ง นางมาที่นี่เพื่อซื้อผ้าไปตัดชุด
เมื่อเดินเข้ามาด้านใน เช้าวันนี้คนยังไม่มาก ในร้านมีลูกค้าเพียงไม่กี่คนแต่มันก็ยังมากอยู่ดี เสิ่นเยว่เดินเลือกผ้าด้วยความสบายใจ จนไปพบกับผ้าไหมผืนหนึ่งที่งดงามโดดเด่น มันมีสีที่เฉพาะ เป็นผ้าไหมที่เรียบลื่น มีสีม่วงอย่างที่นางชอบไม่มีผิด
เป็นสีที่เหมาะกับสตรีออกเรือนแล้ว แต่ก็ไม่ดูแก่ชราจนเกินไป หากใช้ตัดออกงานคงส่งเสริมให้เจ้าของร่างนั้นน่ามองขึ้นเท่าตัว
“ไม่ทราบว่าท่านต้องการผ้าไหมชนิดใดหรือสีใดเจ้าคะ”
คนงานในร้านเดินเข้ามาเอ่ยปากถามอย่างนอบน้อม ทำเอาเสิ่นเยว่อดยิ้มไม่ได้ ตระกูลเจิ้งสั่งสอนคนงานในร้านได้ดี น่าเสียดายที่ไม่รู้จักสั่งสอนคนในตระกูลเหมือนสั่งสอนคนงานบ้าง
“ผืนนี้แล้วกัน”
“ผ้าไหมพับนี้สามารถตัดชุดได้ถึงสองชุด สียังโดดเด่นเป็นสีม่วงประกายที่หายาก ฮูหยินช่างตาถึง ข้าจะจัดเตรียมให้เจ้าค่ะ”
“อ้อ อีกอย่าง ข้าอยากได้ผ้าไหมสีคล้ายกันอีกพับ แล้วให้ช่างของทางร้านทำเป็นถุงหอม พัด ผ้าเช็ดหน้าให้ข้า ทำทั้งหมดสองชุด ส่วนราคาข้าไม่เกี่ยงเพียงแค่ทำให้ข้าพอใจ มู่อัน เจ้าไปกับเขาแล้วเลือกดูผ้าไหมสีชมพูอีกสองพับ เมื่อได้แล้วให้ไปหาข้าที่เหลาอาหารภูผา ข้าจะไปรอที่นั่น”
มู่อันมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็พยักหน้ารับ
เสิ่นเยว่เมื่อพูดจบก็เดินออกมาทันที การที่มู่อันจะแปลกใจก็ไม่แปลก นางไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียว ไปไหนยังต้องมีคนสนิทไปด้วย แต่ครั้งนี้กลับสั่งให้มู่อันรอของ ส่วนตัวนางเองออกไปด้านนอก
วันนี้เสิ่นเยว่ออกมากับคนสนิทเพียงสองคน ข้ารับใช้คนอื่นรอที่รถม้า ทั้งคนขับและบ่าวอีกคนที่มาถือข้าวของ
เสิ่นเยว่เดินออกมาแล้วเลี้ยวตรงหัวมุม นางเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนมาเจอตรอกแห่งหนึ่ง หลังจากที่ตาย นางเห็นสามีของนางออกมายามดึกดื่นหลังจากที่เสิ่นเยว่ถูกโบยจนสิ้นใจในจวนจาง เขาไม่สนใจมองร่างของนางด้วยซ้ำ เมื่อนั้นเสิ่นเยว่เป็นวิญญาณจึงตามสามีมาว่าเขาไปไหนถึงได้รู้จักที่นี่ จางเหวินซูมาที่นี่เพื่อซื้อยาพิษที่ต้องการ เขามาซื้อพิษจากที่นี่หลายครั้ง ร้านยาร้านนี้เป็นของคนมากอำนาจ ซึ่งเสิ่นเยว่ไม่รู้ว่าใครที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง ร้านนี้ค้าขายให้เพียงผู้ที่เป็นลูกค้าระดับสูงที่เป็นสมาชิก สามีของเสิ่นเยว่ไม่มีทางเป็นสมาชิก คงเกิดจากตระกูลจางร่ำรวย ยังขาดความน่าเชื่อถือ เช่นนั้นแสดงว่าต้องมีคนรับรองเขาถึงใช้บริการหายาพิษจากที่นี่ได้
เสิ่นเยว่มาวันนี้เพียงเพื่อดูที่ทางเท่านั้น นางเพียงสงสัยว่ามันมีร้านเช่นนี้ในเมืองหลวงจริงหรือ ตอนนี้นางรู้แล้วว่ามี ยาพิษหายาก ราคาแพง ความลับต่าง ๆ หาได้จากที่นี่เพียงต้องมีเงินจำนวนมาก อำนาจในมือและเป็นลูกค้าที่มีการรับรอง ตอนนี้ตัวนางเองก็ไม่อาจเข้าไปในร้านได้ เมื่อดูจนพอใจ เห็นคนเดินเข้าออกไม่มาก แต่ละคนยังปกปิดใบหน้าเท่านี้ก็พอจะเดาทางได้
ปลายเท้าของเสิ่นเยว่เดินหันหลังให้ไปยังอีกตรอกที่ลึกกว่าเพื่อใช้ทะลุออกไปยังร้านยาอีกร้าน แต่ยังไปไม่ถึงปลายทางที่เหลือ อีกเพียงสิบกว่าก้าวก็ถึง เสิ่นเยว่ก็พบรอยเลือดบนพื้นที่กระตุ้นให้ตัวนางสนใจ
เลือดสีแดงสดผสมสีดำ บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นเลือดที่กำลังถูกพิษกัดกิน
สายตาของนางมองกวาดไปทั่ว จนเห็นตรอกหนึ่งที่ห่างออกไปไม่มาก ด้านหลังกองไม้มีปลายเท้ายื่นออกมา เสิ่นเยว่ชั่งใจอยู่นาน นางมองซ้ายขวา เดินเข้าไปหาด้วยใจที่หวาดหวั่น น่าสงสัยตนเองแทนที่ตัวนางจะออกวิ่งให้ไกล นางกลับเดินเข้ามาหาราวมันคือน้ำผึ้งที่มีกลิ่นหอม
ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นเลือดยิ่งแรงมากขึ้น มันทั้งคาวและเหม็นจนน่าอาเจียน เลือดที่มีส่วนของพิษกัดกินมันส่งผลให้เลือดกลายเป็นของเน่าเสีย เพียงได้ยินมาไม่คิดว่ามันจะมีพิษเช่นนี้จริง ๆ
เจ้าของร่างที่นอนนิ่งไม่ขยับมีผ้าสีดำปกปิดใบหน้า ขนาดมีผ้าสีดำปกปิดยังดูออกว่าเจ้าของร่างนี้หล่อเหลามากขนาดไหน มือของเสิ่นเยว่เอื้อมไปวางไว้ที่ปลายจมูก เมื่อรับรู้ถึงลมหายใจนางก็เบาใจขึ้น แต่ลมหายใจนี้ช่างเบาบางเหลือเกิน
เสิ่นเยว่สังเกตคนผู้นี้ต่อ ชุดสีดำที่เหมือนองค์รักษ์เป็นผ้าไหมชั้นดี ราคาแพงมหาศาล คนทั่วไปไม่มีทางใส่ได้แน่นอน ส่วนรองเท้าสีดำลายพยัคฆ์สีเงินมันหมายถึงผู้มากอำนาจบารมี คนที่กล้าใช้ลายนี้ต้องไม่ธรรมดา
เสิ่นเยว่ยังเอื้อมมือไปดูที่แผล นางกำลังอยู่ในอารมณ์อยากรู้อยากเห็น ในใจก็คิดว่าคนผู้นี้อย่างไรคงไม่รอด อีกไม่กี่อึดใจก็ตาย เสิ่นเยว่จึงคิดจะหาป้ายชื่อของเขา นางเชื่อว่าเขาต้องเป็นลูกค้าของร้านยาลึกลับแน่ ถ้านางได้มาไว้คงดีไม่น้อย
“หาอะไร หรือเพียงสนใจข้า”
เสียงแหบแห้งแต่ดูมีเสน่ห์เอ่ยปากขึ้น ดวงตาที่ปิดสนิทเองก็เปิดขึ้นแล้วเช่นกัน
เสิ่นเยว่ตกใจถอยหนี นางมองดวงตาสีดำสนิทราวกับความมืดยามค่ำคืนแล้วกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคอ เห็นเพียงดวงตาเขายังมีเสน่ห์มากขนาดนี้ ที่สำคัญเขายังมีสติครบถ้วน แสดงว่าที่หลับไปคงรอให้ยาถอนพิษทำงาน
เสิ่นเยว่อดที่จะกลัวไม่ได้ เมื่อไม่เห็นว่าตนเองอยู่ต่อจะได้ประโยชน์ มีแต่เสี่ยงมากกว่าเดิมเพราะเขาอาจจะฆ่านางปกปิดตัวตนได้ เสิ่นเยว่ก็หันหลังเตรียมเดินจากมาทันที แต่ว่าถูกเสียงของเขาขัดเอาไว้ นางจึงชะงักฝีเท้า
“ไม่อยู่ดูข้าต่อแล้วหรือ ไหนจะยังหาของไม่เจออีก เจ้าหาอะไรถึงค้นตัวข้ามากขนาดนี้”
“ข้าเพียงบังเอิญเดินผ่านมา นึกว่าท่านตายแล้ว จึงล่วงเกิน ขออภัยด้วย”
“เจ้าไม่กลัวเลือด ไม่กลัวข้าที่เป็นคนแปลกหน้า แต่กลับเดินเข้ามาดู ไหนจะยังจับเนื้อตัวข้า ไม่สนกลิ่นเลือดพิษเน่าเหม็น ใบหน้าไม่มีความกังวล น่าสนใจจริง ๆ”
คำพูดของเขาแสดงให้เห็นว่าเขารู้ตัวก่อนที่นางจะมาถึงตัวเขาแล้ว เป็นเสิ่นเยว่ที่ประมาทเกินไป นางไม่ควรเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยง ได้โอกาสกลับมาครั้งหนึ่ง หากต้องตายตั้งแต่ยังไม่ทำอะไรคงเสียดายแย่
“ข้าหวังว่าท่านจะไม่ถือสา เรื่องวันนี้เพียงข้าหลงลืมเส้นทางจึงเดินหลงมาเท่านั้น ส่วนที่แตะต้องตัวท่าน ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ข้าคุ้นหน้าเจ้า”
เสิ่นเยว่ตกใจ นางลืมคลุมหน้า เพราะไม่คิดว่าจะมาเจอสถานการณ์เช่นนี้จึงละเลย จะโทษคงต้องโทษตัวเองแล้ว
“ข้าขอตัวเจ้าค่ะ”
“รับไปสิ”
เสิ่นเยว่หันหลังให้เขา จึงไม่รู้ว่าที่เขาให้มาคืออะไร นางไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกแล้ว เขาถูกทำร้ายเกือบตายเช่นนี้ เป็นการดีกว่าถ้านางไม่ยุ่งด้วย จากความคิดแรกที่อยากขโมยป้ายชื่อของเขามาใช้ประโยชน์ ตอนนี้ไม่อยากใกล้เขาเพียงก้าวด้วยซ้ำ
“ข้าบอกท่านแล้ว ข้าเพียงผ่านทางมา”
“เจ้าใจดีมาดูว่าข้าตายหรือยัง ถือเสียว่าตอบแทน มันคือป้ายของข้า หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ไปที่ร้านยาลึกลับได้ คนของข้าจะช่วยเจ้า”
เสิ่นเยว่ที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวในตอนแรกชะงักไปทันทีที่ได้ยิน มันคือชื่อร้านขายยาที่นางเพิ่งไปแอบมองมา ร้านยาที่รับเพียงลูกค้าระดับสูงมากอำนาจเงินทอง หากนางมีป้ายนี้ หลายอย่างจะง่ายขึ้น ตอนแรกจะขโมยจากศพ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะยินดีให้มันกับนาง
แต่เสิ่นเยว่ไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือใคร ต้องการอะไร นางจึงหวั่นใจที่จะรับ เอาจากศพกับเอาจากคนที่มีชีวิตอยู่มันต่างกัน
“ทำไมให้ข้า”
“เพราะเจ้ามีน้ำใจ ข้าต้องไปแล้ว หากเจ้าไม่รับ ข้าคงต้องเก็บมัน”
ไม่ทันให้เขาพูดจบ เสิ่นเยว่หันไปคว้ามันมาไว้ในมือแน่น แล้วนางก็หันหลังเร่งฝีเท้าเดินหนีออกมาจากจุดนั้นทันที โดยที่ไม่หันหลังกลับไปมองแม้แต่น้อยว่าคนผู้นั้นที่กำลังมองนางเหมือนมองกระต่ายน้อยน่ารักตัวหนึ่ง
“ไปสืบเรื่องของนางมา”
น้ำเสียงทรงอำนาจต่างจากตอนแรกดังขึ้นบอกเงาข้างกายให้ออกไปจัดการเรื่องที่ต้องการ เขาสนใจนางตั้งแต่ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ลอยมาตามลม กลิ่นที่หอมละมุมเหมือนเหลียนฮวาสีขาวบริสุทธิ์
และเขาชอบความใจกล้า แม้จะรู้ว่าอันตราย นางก็ยังเสี่ยงเข้ามา สตรีเช่นนี้ทำให้เขาอยากรู้จัก ยิ่งใบหน้างดงามอ่อนหวานแต่หยิ่งยโส เย็นชา เขายิ่งอยากได้มาไว้ในมือ
